640173449 1378163621014864 4160208018848054401 n

ทำไม 9 โรคนี้ถึงทำให้คุณไม่ควรขับรถ

ความปลอดภัยที่ “มากกว่า” แค่ทักษะ ทำไม 9 โรคนี้ถึงทำให้คุณไม่ควรขับรถ

หลายครั้งที่อุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ได้เกิดจากความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ภาวะจำกัดทางร่างกาย” ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ระบุชัดเจนว่าโรคประจำตัวบางชนิดส่งผลโดยตรงต่อการสั่งการของสมองและกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมรถ

  1. โรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการวูบ หรือหมดสติเฉียบพลันเนื่องจากหัวใจส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ความเครียดจากการจราจรหรืออาการตกใจกะทันหัน สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแน่นหน้าอกจนสูญเสียสมาธิและเสียการควบคุมรถได้
  1. โรคลมชัก โรคลมชักเป็นสภาวะที่น่ากังวลที่สุดอย่างหนึ่งบนท้องถนน เพราะเมื่อเกิดอาการชัก ผู้ขับขี่จะสูญเสียสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์ และร่างกายเกิดอาการเกร็งกระตุกจนไม่สามารถควบคุมพวงมาลัยหรือแป้นเบรกได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถหยุดรถหรือหักหลบได้ทันท่วงทีตามมาตรฐานทางการแพทย์ ระบุว่า ผู้ป่วยต้อง “ปลอดอาการชัก” ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปี (12 เดือน) จึงจะพิจารณาว่ามีความเสี่ยงต่ำพอที่จะกลับมาขับรถได้ ทั้งนี้ แม้จะไม่มีอาการชักนานเกินปี แต่การกินยาเพื่อควบคุมอาการให้สงบนิ่งยังเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเคร่งครัด หากหยุดยาเอง ความเสี่ยงในการกลับมาชักซ้ำขณะขับขี่จะพุ่งสูงขึ้นทันที
  2. โรคหลอดเลือดสมอง ในการขับขี่การตอบสนองที่ฉับไว คือหัวใจสำคัญ แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะนี้ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทสั่งการ ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออัมพฤกษ์ครึ่งซีก ซึ่งในบางรายอาจเป็นอาการหลงเหลือที่ดูเหมือนหายดีแล้ว แต่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เคยมีกลับลดน้อยลง เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน สมองอาจสั่งการให้เหยียบเบรกหรือหักหลบได้ช้ากว่าปกติหลายวินาที ทำให้ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ทันท่วงที ผู้ที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ควรเข้ารับการทดสอบการตอบสนองของร่างกายและสายตา เพื่อยืนยันว่ามีความพร้อมเพียงพอที่จะกลับมาอยู่หลังพวงมาลัย
  1. โรคเบาหวาน ในผู้ป่วยเบาหวาน ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดขณะขับขี่คือภาวะ “น้ำตาลในเลือดต่ำ” (Hypoglycemia) ซึ่งมักเกิดจากการจัดการร่างกายที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการคุมอาหารเข้มงวดเกินไป ทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือใช้ยาและฉีดอินซูลินไม่สัมพันธ์กับกิจกรรมที่ทำระยะเริ่มต้น: ผู้ขับขี่จะรู้สึกหน้ามืด วิงเวียน และตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัดเจน
    ระยะวิกฤต: หากน้ำตาลยังดิ่งลงต่อเนื่อง สมองจะขาดพลังงานในการสั่งการ นำไปสู่ความสับสน กระสับกระส่าย เสียการทรงตัว และรุนแรงที่สุดคือการ “ช็อกหมดสติคาพวงมาลัย”แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย ประเมินความพร้อมและทานอาหารให้ตรงเวลาเสมอ ควรพกน้ำหวาน ลูกอม หรือของว่างที่มีน้ำตาลติดรถไว้เสมอ หากเริ่มมีอาการมือสั่นหรือใจสั่น ให้รีบหาที่จอดที่ปลอดภัยและจัดการระดับน้ำตาลทันที
  1. โรคพาร์กินสัน โรคพาร์กินสันส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทสั่งการ ทำให้ร่างกายมีอาการมือสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวได้ช้าลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ความแม่นยำในการบังคับพวงมาลัยและการเปลี่ยนเกียร์ลดลง อีกทั้งยังทำให้การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินล่าช้าลง เมื่อการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีทำได้ไม่เต็มร้อย ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจึงเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสมรรถนะ และหลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงที่ยาหมดฤทธิ์หรืออาการสั่นรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมทาง
  1. โรคเกี่ยวกับสายตา โรคทางตาอย่างต้อหิน ต้อกระจก หรือจอประสาทตาเสื่อม ไม่ได้เพียงทำให้ภาพมัว แต่ยังทำร้าย “ลานสายตา” ให้แคบลงจนน่ากลัว เนื่องจากผู้ขับขี่อาจมองไม่เห็นรถที่แซงขึ้นมาด้านข้าง หรือป้ายเตือนในจุดอับสายตาเนื่องจากทัศนวิสัยที่ผิดเพี้ยนไป การกะระยะที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยท่ามกลางภาพที่พร้ามัว สามารถเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นอุบัติเหตุรุนแรงได้ในเสี้ยววินาที ควรตรวจเช็กสุขภาพตาเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการขับรถในที่แสงน้อยหากพบว่าการมองเห็นเริ่มมีปัญหา
  2. โรคทางสมองและระบบประสาท ในวัยที่เพิ่มขึ้น ภาวะสมองเสื่อมหรืออาการหลงลืมไม่ใช่แค่เรื่องของการลืมที่จอดรถ แต่คือการสูญเสีย “ทักษะการประเมินสถานการณ์” ที่จำเป็นต่อการขับขี่ไปอย่างน่ากังวล ส่งผลให้ผู้ขับขี่เริ่มสับสนเส้นทางที่คุ้นเคย หรือจดจำทิศทางไม่ได้กะทันหัน ซึ่งนำไปสู่ความตระหนกและสูญเสียสมาธิในการควบคุมรถ เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ซับซ้อน เช่น วงเวียนหรือทางแยกหลายเลน สมองจะสั่งการช้าลงจนตัดสินใจไม่ถูก เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เพื่อความปลอดภัย ควรสังเกตอาการใกล้ชิด หากเริ่มมีอาการตัดสินใจช้าลงหรือหลงลืมบ่อยครั้ง ควรเข้ารับการประเมินสมรรถนะทางการแพทย์ และพิจารณาให้ลูกหลานเป็นผู้ขับแทนหรือเลือกใช้บริการรถสาธารณะ  
  1. โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ โรคข้อเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวด แต่คือความเสี่ยงที่ทำให้การตอบสนองทางสรีระติดขัดกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถหันมองรอบรถได้สะดวก หรือการเหยียบเบรกทำได้ไม่สุดแรงเนื่องจากความเจ็บปวด หากพบว่าข้อติดแข็งจนบดบังทัศนวิสัยหรือความสามารถในการควบคุมรถลดลง ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ
  1. ยาที่ทำให้ง่วงซึม ปิดท้ายด้วยกลุ่มที่อันตรายที่สุดเพราะหลายคนมักมองข้าม คือการรับประทานยาที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายรุนแรงไม่แพ้การดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มยาต้องระวัง ได้แก่ ยาแก้แพ้บางชนิด ยาคลายเครียด ยานอนหลับ หรือยาแก้ปวดชนิดรุนแรงตัวยาเหล่านี้จะเข้าไปชะลอการทำงานของสมอง ทำให้การตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ขับขี่มักมีอาการมึนงง สับสน และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ “หลับใน” โดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

คำแนะนำเพื่อความปลอดภัย

  • อ่านฉลากทุกครั้ง สังเกตคำเตือน “ยานี้ทำให้ง่วงซึม ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ” บนซองยาอย่างเคร่งครัด
  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากจำเป็นต้องเดินทาง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอเปลี่ยนเป็นยากลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึมแทน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ หากทานยาที่มีฤทธิ์ง่วงซึมไปแล้ว ควรพักผ่อนจนกว่าฤทธิ์ยาจะหมดไปก่อนออกเดินทาง

ความรับผิดชอบที่เริ่มจาก “ตัวเรา” การยอมรับและประเมินสภาพร่างกายอย่างตรงไปตรงมา คือหัวใจสำคัญของการรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทาง หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 9 โรคนี้ นี่คือแนวทางที่แนะนำเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์

สังเกตสัญญาณเตือน หากรู้สึกผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย เช่น หน้ามืด ใจสั่น หรือแขนขาอ่อนแรงขณะขับขี่ ให้รีบนำรถเข้าจอดในพื้นที่ปลอดภัยทันที

ใช้ทางเลือกอื่นที่ปลอดภัย ในวันที่ร่างกายไม่พร้อม การใช้รถสาธารณะหรือให้ผู้อื่นขับแทน คือการป้องกันอุบัติเหตุที่เห็นผลที่สุด

 

เพราะบนท้องถนน “ความพร้อม” ของผู้ขับขี่ไม่ได้หมายถึงแค่ทักษะ แต่คือการรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมรับมือกับทุกวินาทีวิกฤต

 

640173449 1378163621014864 4160208018848054401 n

ฝึกทำข้อสอบหมวดการคาดการณ์อุบัติเหตุ

ทบทวนความรู้ด้านความปลอดภัยและปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เริ่มฝึกทำแบบทดสอบเกี่ยวกับการคาดการณ์อุบัติเหตุและการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบใบขับขี่จริง

นักวิชาการขนส่งชำนาญการ